10 ประเภทคราฟต์เบียร์ ดื่มอะไรให้เหมาะกับเรา

เบียร์ เครื่องดื่มที่เราทุกคนนั้นล้วนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะอยู่คู่กับทุกการสังสรรค์ของคนไทยมาเป็นเวลาอย่างยาวนาน โดยการค้นพบเบียร์ครั้งแรกต้องย้อนไปถึงในช่วงยุคของชาวบาบิโลเนีย ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกขึ้นมาเป็นชนชาติแรกของโลก โดยเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่งซึ่งใช้ส่วนผสมหลักที่เป็น ข้าวบาร์เลย์ มาผสมกับ ฮอปส์ ยีสต์และน้ำแล้วผ่านวิธีการต้มและการหมัก ซึ่งเบียร์ในปัจจุบันนั้นมีวิธีการเปลี่ยนในแต่ละกระบวนการ รวมไปถึงความหลากหลายของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการทำเบียร์ด้วย ทำให้แต่ละโรงผลิตเบียร์มักมีสูตรที่และรูปแบบการผลิตใหม่ๆหรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ได้สี กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างกันออกไปเกิดเป็น คราฟต์เบียร์ ในปัจจุบัน

คราฟต์เบียร์

ประเภทของคราฟต์เบียร์

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Commercial Beer กับ Craft Beer ก่อนก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ข้อแรกคือ ปริมาณในการผลิตที่แตกต่างกัน โดยจะมีการผลิตต่อปีไม่เกิน 6 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 700 ล้านลิตรนั่นเอง เรื่องของนายทุน โดยต้องไม่มีข้อผูกมัดกับนายทุนใหญ่ และผู้ผลิตนั้นต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 75 % ของบริษัท และส่วนสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของคอเบียร์นั่นก็คือ ส่วนผสมต่างๆที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ต้องเป็นส่วนผสมที่ทำเพื่อสร้างกลิ่น สี และรสชาติที่แตกต่างออกไป ไม่ได้เป็นการทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของผู้ผลิต

คราฟต์เบียร์

 

ประเภทของคราฟต์เบียร์ที่นิยมในประเทศไทย

 

 

1.Lager เบียร์ประเภทนี้เป็นที่นิยมนำไปผลิตเป็น Commercial Beer มากที่สุด ซึ่งเราจะเห็นและสามารถ

 

ซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป โดยเบียร์ประเภทนี้มีจุดเด่นที่ความซ่า ฟองอากาศที่มีจำนวนมาก ซึ่งมากจากการอัดแก๊สเพื่อดึงรสชาติและทำ

 

ให้ดื่มแล้วสดชื่น ดื่มง่ายนั่นเอง โดยเบียร์ประเภทนี้มักใช้มอลต์ที่ให้สีบลอนด์ทอง

2.Pilsner กระบวนการในการผลิตคล้ายกับ Lager Beer แต่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองในประเทศสาธารณรัฐเชค โดยรสชาติจะค่อนข้างคลีน ดื่มง่าย

3.Hefeweizen หนึ่งในเบียร์ยอดนิยมของคนไทย ตามแบบฉบับของเยอรมัน โดยที่ Hefeweizen จัดได้ว่าเป็นเบียร์คุณภาพ ถึงขั้นมีการออกกฎในการผลิตเพื่อควบคุมมาตรฐานในการผลิต โดยมีข้อกำหนดอย่างเช่นในด้านวัตถุดิบ ก็คือการกำหนดให้ใช้ส่วนประกอบในการผลิต 4 ส่วนเท่านั้นคือ น้ำ มอลต์ ยีสต์ และฮอปส์ จึงเกิดเป็นเบียร์ที่มีคุณภาพได้กลิ่น สี และรสชาติแบบเยอรมันแท้ๆนั่นเอง เบียร์ประเภทนี้มักใช้ยีสต์ที่มีคุณสมบัติในการสร้างกลิ่นที่คล้ายกับผลไม้

4.Witbier เป็นเบียร์ที่นิยมใช้ส่วนผสมของเปลือกส้มและเมล็ดผักชีเป็นส่วนผสมในขั้นตอนการต้มเบียร์ ทำให้ได้กลิ่นที่สดชื่น ใช้มอลต์ที่ทำมาจากข้าวสาลี บอดี้ไม่หนักมาก รสชาติไม่ค่อยขม ดื่มง่าย

5.Pale Ale จุดที่โดดเด่นที่สุดของเบียร์ประเภทนี้นั่นก็คือกลิ่นของฮอปส์ที่จะได้กลิ่นทันทีตั้งแต่ก่อนดื่ม ตามด้วยกลิ่นของซิตรัสจางๆ รสชาติไม่เข้มนักพร้อมกับบอดี้ที่ไม่ได้แน่น เป็นเบียร์อีกตัวถือดื่มง่ายนั่นเอง

6.Indian Pale Ale หรือ IPA เดิมทีมาจากการยืดอายุเบียร์ Pale Ale ด้วยการใส่ส่วนผสมของฮอปส์และยีสต์เข้าไปมากขึ้นเป็นผลให้มีปริมาณของแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น พร้อมกลิ่นที่อัดแน่นไปด้วยฮอปส์ ซึ่งเป็นเบียร์ที่หลายคนที่เป็นคอเบียร์นั้นชอบ เพราะความไม่ตายตัวและไม่จำเจของแต่ละแบรนด์ที่ขยันผลิตและทดลองเบียร์ตัวใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เราทีเป็นผู้ชิมก็ได้ทดลองเบียร์ใหม่ๆไปด้วยเช่นกัน

7.Double IPA หรือ Imperial IPA เป็นการเพิ่มฮอปส์เข้าไปในกระบวนให้มากขึ้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละผู้ผลิตว่าจะใส่ฮอปส์เพิ่มไปในตอนไหน แต่ผลที่เหมือนกันก็คือทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์สูงขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้นกลิ่น สี และบอดี้ก็แน่นขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มแบบเบียร์ที่บอดี้แน่นรสชาติหนักๆกลิ่นแรงๆ

8.Brown Ale ใช้มอลต์ที่ให้สีบลอนด์ทอง มักใช้ส่วนผสมที่มีความหวานเพิ่มเข้าไป ทำให้เกิดเป็นอาหารของยีสต์ ปริมาณแอลกอฮอล์ในเบียร์จึงสูงขึ้น ใช้ฮอปส์ปริมาณน้อย บอดี้ของตัวเบียร์ไม่แน่นมาก แต่รสชาติและกลิ่นที่ชัดเจนถือเป็นจุดเด่นของเบียร์ประเภทนี้นั่นเอง

คราฟต์เบียร์

9.Porter เบียร์ที่ใช้มอล์ที่ได้จากการนำไปคั่วให้มีสีที่เข้มขึ้นมาผลิต ทำให้เบียร์มีสีน้ำตาลเข้มค่อนไปทางดำ จุดเด่นของเบียร์ชนิดนี้คือการใส่ส่วนผสมของช็อกโกแลตเข้าไป บอดี้มีความแน่น ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะความขมค่อนข้างรุนแรงกว่าเบียร์ที่กล่าวมาในข้างต้น

10.Stout สายแข็งเชิญทางนี้ สำหรับเบียร์ประเภทนี้คงเป็นอีกประเภทที่นิยมในไทย โดยลักษณะเด่นที่สุดของเบียร์คือสีของเบียร์ที่มีสีดำ บอดี้หนักแน่น และมีกลิ่นของส่วนผสมที่เป็นกาแฟ มีความหวานจากช็อกโกแลตและคาราเมล และแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง ซึ่งมีผู้ผลิตนำไปพัฒนาต่อ โดยการเพิ่มสร้างให้ความหวาน ทำให้มีแอลกอฮอล์ที่สูงมากขึ้นเกิดเป็นเบียร์ที่เรียกว่า Double Stout หรือ Imperial Stout นั่นเอง

Join the Conversation

1 Comment

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *